บทความศาสนา

ชีวิตต้องสู้ของ"อิหม่ามสมหวัง ขำหลี" ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดชลบุรี

จากเด็กที่ครอบครัวยากจนมิหนำซ้ำยังกำพร้าพ่อ แต่ด้วยความอดทนและมุ่งมั่นศึกษาเล่าเรียน ทำให้ “อิหม่ามสมหวัง ขำหลี” กลายเป็นประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดชลบุรีในปัจจุบัน

อิสลามได้ให้ความสำคัญยิ่งต่อการศึกษาหาความรู้ ซึ่งถือเป็นหนทางนำไปสู่การศรัทธาและการปฎิบัติตนเพื่อแสดงความปรารถนาต่อความโปรดปราณของพระผู้เป็นเจ้า ด้วยความสำคัญของการศึกษา อิสลามจึงยกย่องและให้เกียรติผู้ศึกษาหาความรู้และปราชญ์ผู้ให้ความรู้หรือครูผู้สอน

ทีมงานมุสลิมชลบุรีจึงขอหยิบยกเรื่องราวของอิหม่ามสมหวัง ขำหลี ซึ่งถือเป็นบุคคลที่ควรได้รับความยกย่องและให้เกียรติ เพราะท่านต่อสู้ชีวิตมาตั้งแต่ยังเยาว์วัยทั้งที่ฐานะครอบครัวยากจน มิหนำซ้ำยังกำพร้าบิดาตั้งแต่ยังแบเบาะ อาศัยอยู่กับญาติพี่น้อง ชีวิตต้องระหกระเหินเปลี่ยนที่เรียนเป็นว่าเล่นเพราะความยากจน

สำหรับอิหม่ามสมหวัง ขำหลี เกิดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๘ ปัจจุบันอายุ ๗๖ ปี เดิมทีเป็นคนบางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา พ่อเสียชีวิตตั้งแต่ท่านยังแบเบาะ เมื่อเติบโตขึ้นแม่ได้ส่งไปเรียนหนังสือและพักอยู่กับญาติที่บ้านป่า (ถ.พัฒนาการ ปัจจุบัน) เรียนได้ ๒ ปี จากนั้นญาติได้ส่งไปเรียนที่โรงเรียนอิสลามศรีอยุธยามูลนิธิ(อ.ส.อ.)  เรียนได้ 4 ปีก็มีความจำเป็นทำให้ต้องลาออกเพราะครอบครัวยากจน จำต้องต่อสู้ชีวิตด้วยตนเองมาโดยตลอด ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดของตนเองและครอบครัว

                อิหม่ามได้เล่าให้ฟังว่า “เมื่อกลับมาอยู่คลอง 20 (จ.ฉะเชิงเทรา) ขณะนั้นอายุ 18 ปี ได้เรียนต่อด้านศาสนา ภาษามาลายู ได้ร่ำเรียนกับอาจารย์ซาฟีอี มินิ(อดีตประธานจังหวัดประจวบฯ) เรียนจนกระทั่งเป็นครูสอนหนังสือ สอนหนังสือได้ประมาณ 2 ปี ก็เกณฑ์ทหาร เมื่อปลดประจำการแล้วมีคนมาบอกว่าที่มัสยิดนูรุ้ลฮิดายะฮ์(พนัสนิคม จังหวัดชลบุรี) ขาดครูสอนศาสนาเนื่องจากเป็นชนบทและมีความแร้นแค้น อัตคัด บรรดาผู้ปกครองไม่สามารถให้ค่าตอบแทนครูได้เพียงพอ จึงขอร้องให้ตนไปสอน ตั้งแต่ปี พ.ศ.2502 โดยในระยะแรกคณะกรรมการมัสยิดตั้งเงินเดือนให้ 300 บาท สอนหนังสือได้ประมาณ 1 เดือน ปรากฏว่ารวบรวมเงินไม่ได้ และให้ค่าตอบแทนเดือนละเพียง 150 บาท โดยจะจ่ายให้เมื่อสอนครบ 6 เดือน ซึ่งตนก็ตกลง สุดท้ายเมื่อครบ 6 เดือน ก็ได้รับเงินเดือนไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเนื่องจากไม่สามารถรวบรวมได้

                ความพยายามอดทน ต่อสู้ด้วยสงสารเด็กๆที่เขาต้องอยู่อย่างขาดผู้ดูแลให้ความรู้เรื่องศาสนา ทำให้ต้องสอนหนังสือต่อไปด้วยค่าตอบแทนเดือนละ 150-300 บาท ซึ่งได้บ้างไม่ได้บ้างก็ต้องอดทนต่อสู้ชีวิต กระทั่งเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2503 ได้แต่งงานมีครอบครัว มีบุตรด้วยกัน 8 คน เป็นชาย 2 คนหญิง 6 คน เมื่อมีลูก เงินเดือน 300 บาท จึงไม่พอใช้ ทำให้ต้องดิ้นรนหาทางช่วยเหลือตัวเอง จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดความขัดสนอย่างมากจนลูกๆบอกว่า “ป๋า วันนี้เราไม่มีอะไรกินเลยนะ” ตนถึงกับน้ำตาซึม แต่ทำอย่างไรได้ก็ต้องอดทนเพื่อที่จะให้เด็กๆเหล่านั้นได้รับความรู้ต่อไป จนกระทั่งมีลูกศิษย์มากขึ้น บรรดาลูกศิษย์เติบโตขึ้น จนกระทั่งอิหม่ามคนเดิมเสียชีวิตจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นอิหม่าม

                หลังจากได้ดำรงตำแหน่งอิหม่ามก็พยายามพัฒนาและเรียกร้องให้จัดตั้งกองทุน  โดยให้กรรมการเก็บเงินจากบรรดาผู้ปกครองมาเก็บไว้เป็นกองทุน เรียกว่ากองทุนไม่สลาย เพื่อนำกองทุนนั้นไปทำให้เกิดผลประโยชน์โดยร่วมหุ้นทำธุรกิจกับผู้ที่มีช่องทาง โดยมีเงินตอนแรก 30,000 -40,000 บาท ปรากฏว่าได้ผลกำไรจากการร่วมหุ้นประมาณเดือนละ 2,000 บาท ซึ่งตนเอามาใช้จ่ายเพียงเดือนละ 600 บาท เท่านั้นที่เหลือเก็บเข้ากองทุนต่อไป จนกระทั่งเงินกองทุนโตขึ้นเรื่อยๆจนมีเงิน 200,000 บาท ผู้ปกครองต่างมีความปิติยินดี นักเรียนมีมากขึ้นจนต้องหาครูมาช่วยสอนอีกหนึ่งคน โดยจ้างด้วยเงินเดือน 600 บาท เท่ากัน

                ความสามารถในด้านการบริหารด้านการศึกษาจนเป็นที่ประทับใจและเป็นที่เลื่องลือ ทำให้บุคคลภายนอกได้รู้ว่า ที่นี่มีการบริหารจัดการจนได้รับผลสำเร็จ  ในขณะนั้นตนได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ทำให้มีบทบาทขึ้น (กรรมการในสมัยนั้นไม่มีค่าตอบแทนใดๆ แม้แต่การไปประชุมเราก็ต้องออกค่ารถเอง และได้รับเงินอุดหนุนจากทางราชการเพียงปีละ 2,000 บาทเท่านั้น) ทำหน้าที่กรรมการจังหวัดอยู่ 20 ปี โดยไม่คำนึงถึงว่าจะมีตำแหน่งอะไร อยู่กับคณะกรรมการด้วยความสามัคคีมาโดยตลอด ไม่เคยมีเรื่องในการบริหารแม้แต่น้อย(ต่อมาประธานคนเดิมลาออก ผมเองก็มีโอกาสที่จะสมัครเข้าเป็นประธานในตอนนั้น หากด้วยความคิดที่ว่าผู้ที่มีความอาวุโสกว่าควรได้เป็นประธานในขณะนั้น ตนจึงตัดสินใจไปสมัคร)

                จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2540 มี พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 ออกมา ให้กรรมการอิสลามประจำจังหวัดมีวาระ 6 ปี ต้องเลือกตั้งใหม่ อิหม่ามได้ลาออกจากกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเพราะเป็นมานานพอสมควร เมื่อประธานฯในยุคนั้น(อ.สมาน แจ่มสว่าง) ได้บริหารงานจนครบวาระ 6 ปี จึงจะต้องมีการคัดเลือกกรรมการขึ้นใหม่ ก็มีบรรดาคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดมาขอร้องให้ไปร่วมงานเพื่อที่จะได้เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ให้ข้อคิดกับคณะกรรมการ(ซึ่งขณะนั้นถือได้ว่าอิหม่ามเป็นบุคคลที่อาวุโสที่สุด) ตนจึงเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัด โดยได้รับความไว้วางใจจากบรรดาอิหม่ามตั้งแต่ปี 2542 จนกระทั่งปัจจุบัน การบริหารงานต่างๆก็ไม่มีปัญหา ตนได้บริหารงานและดำเนินการไปตามระเบียบของ พ.ร.บ.ที่ได้กำหนดเอาไว้ ใช้ความเป็นกันเองกับบรรดาคณะกรรมการ เหมือนกับการบริหารครอบครัว หากมีปัญหาหนักอกหนักใจก็สามารถปรึกษาหารือได้

                “ในการบริหารผมยึดหลักอยู่อย่างหนึ่งว่า “วันนี้ต้องดีกว่าเมื่อวาน และพรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้” คือให้เราคิดว่าจะทำอะไรให้มันดีขึ้นกว่าเดิม แม้แต่การบริหารมัสยิดนูรุ้ลฮิดายะฮ์ก็เช่นเดียวกัน จากมัสยิดหลังเดิมซึ่งสร้างด้วยไม้ หลังคาสังกะสี ฝาไม่มี มีรั้วเป็นไม้ไผ่ขัดแตะ จนกระทั่งมาเป็นมัสยิดหลังปัจจุบันก็เพราะเรายึดหลักดังกล่าว” อิหม่ามสมหวังกล่าว

                นอกจากนี้อิหม่ามยังฝากถึงบรรดาพี่น้องมุสลิมทั้งหลายว่า “เมื่ออัลลอฮ์ให้เราเกิดมาในชีวิตหนึ่ง เราต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่าที่สุด หากเราไม่สนใจและไม่คิดว่าเรื่องของการมีชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ จะเป็นอย่างไรก็ได้ จะทำให้เราใช้ชีวิตหมดไปโดยไร้ประโยชน์ เราควรใช้ชีวิตที่มีอยู่นี้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะทำให้บ้านเมือง สังคมของเรานั้นเจริญก้าวหน้าต่อไป

                ดังหลักฐานจาก อัลหะดิษ ท่านศาสดาได้กล่าวไว้ว่า “และผู้เดินทางแสวงหาความรู้ พระผู้เป็นเจาจะให้ง่ายขึ้นสำหรับเขาในหนทางไปสู่สวรรค์(รายงานโดยอบูฮุรอยเราะฮ์ มุสลิม อิบนุมายะฮ์ ติรมีซี)

 
หน้าแรก  :   เกี่ยวกับมุสลิมเมืองชลฯ  :   กรรมการอิสลามชลบุรี  :   ทำเนียบมัสยิด  :   ทำเนียบร้านฮาลาล  :   ดาวน์โหลด  :   ติดต่อเรา
Copyrights © 2009 www.muslimchonburi.com All Rights Reserved.
counter