บทความศาสนา

อิบรอฮีมหรืออับราฮัมเกิดที่เมืองอูร์ริมฝั่งแม่น้ำยูเฟรตีสในประเทศอิรักปัจจุบัน พ่อของเขามีอาชีพทำรูปปั้นที่ผู้คนซื้อไปบูชาสักการะ ด้วยความคุ้นเคยกับรูปปั้นมาตั้งแต่เด็กอิบรอฮีมจึงรู้ดีว่ารูปปั้นเหล่านั้นเป็นอิฐหรือหินธรรมดา แต่เมื่อเขาโตขึ้นพอที่จะมาความคิด เขาก็เริ่มสงสัยว่าทำไมผู้คนในเมืองจึงบูชาสักการะรูปปั้นที่พ่อของเขาทำมากับมือทั้งๆที่รูปปั้นเหล่านั้นไม่สามารถทำอะไรได้แม้แต่จะไล่หนูที่เข้าไปกินอาหารที่คนนำมาถวาย 

ทุกครั้งที่อิบรอฮีมพูดถึงความสงสัยในเรื่องนี้กับพ่อ เขาจะถูกพ่อดุทุกครั้ง เพราะพ่อของเขาก็เป็นผู้บูชารูปปั้นด้วยและพ่อของเขาก็แอบหวังอยู่ในใจว่าจะให้เขาเป็นนักบวชทำพิธีสักการะรูปปั้นเมื่อโตขึ้น

เมื่อไม่ได้รับคำตอบจากพ่อ อิบรอฮีมก็ต้องคิดเอง เขาเริ่มคิดว่าถ้ามนุษย์จะบูชาสักการะสิ่งใดเป็นพระเจ้า สิ่งนั้นจะต้องยิ่งใหญ่ไปกว่าสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา ในตอนกลางคืนเมื่อเขาเห็นดวงจันทร์สว่างไสวอยู่บนท้องฟ้าเขาคิดว่าดวงจันทร์น่าจะเป็นพระเจ้า แต่พอรุ่งเช้าดวงจันทร์ก็หายไปและดวงอาทิตย์ขึ้นมาแทนที่เขาจึงคิดว่าดวงอาทิตย์น่าจะเป็นพระเจ้า แต่พอค่ำลงดวงอาทิตย์ก็หายลับไปในขอบฟ้าอิบรอฮีมจึงคิดได้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่พระเจ้าแน่นอนพระเจ้าที่แท้จริงจะต้องเป็นผู้ทรงสร้างดวงดาวและสรรพสิ่งทั้งหมดในจักรวาลแล้วความคิดดังกล่าวก็กลายเป็นความเชื่อมั่นทันที

เมื่ออิบรอฮีมเริ่มเปิดเผยความเชื่อของเขา เขาก็ต้องพบกับการต่อต้านจากผู้คน เขาได้รับคำอธิบายจากพ่อว่าผู้คนสักการะรูปปั้นก็เพราะเห็นบรรพบุรุษทำกันมาก็จึงทำตาม แต่เมื่อเขาโต้แย้งพ่อเขากลับถูกกล่าวหาว่าดูหมิ่นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และถูกขับไล่

ด้วยความต้องการที่จะพิสูจน์ความจริงที่เขาเชื่อมั่น วันหนึ่งขณะที่ผู้คนออกไปนอกเมืองเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาล อิบรอฮีมได้แอบเข้าไปในวิหารที่มีรูปเคารพทั้งเล็กและใหญ่มากมายตั้งอยู่ เขาใช้ขวานฟันรูปปั้นตัวเล็กๆทั้งหมดแตกกระจายยกเว้นรูปปั้นตัวใหญ่ที่สุดซึ่งเขาได้นำขวานไปแขวนไว้ที่มือ เมื่อผู้คนกลับเข้ามาในเมืองและพบว่ารูปปั้นต่างๆในวิหารถูกทำลาย ทุกคนจึงต่างตกใจและมีความเห็นว่าต้องเป็นฝีมือของอิบรอฮีมแน่นอน ดังนั้นผู้คนจึงได้นำตัวเขามาไต่สวน อิบรอฮีมยืนยันว่า ?ฉันไม่ได้ทำ หากไม่เชื่อก็ลองถามรูปปั้นตัวใหญ่ที่มีขวานแขวนอยู่ที่มือดูก็ได้หากรูปปั้นนั้นพูดได้?

เมื่อผู้คนจนปัญญา พวกเขาจึงได้นำอิบรอฮีมไปหากษัตริย์นิมรู้ดให้ตัดสิน

"พระเจ้าของเจ้าคือใคร ?" นัมรู้ดถาม

"พระเจ้าของฉันคืออัลลอฮฺผู้ทรงให้ชีวิตและทรงให้ตาย" อิบรอฮีมยืนยันความเชื่อของเขา

"ฉันก็ให้ชีวิตและให้ตายได้เช่นกัน" นัมรู้ดกล่าว

"พระเจ้าของฉันให้ดวงอาทิตย์ขึ้นทางตะวันออก ถ้าหากท่านเป็นพระเจ้าก็ให้ท่านนำดวงอาทิตย์ขึ้นมาทางตะวันตก" อิบรอฮีมตอบโดยไม่เกรงกลัว

ในที่สุด อิบรอฮีมถูกตัดสินประหารด้วยการเผาทั้งเป็น แต่ด้วยฤทธานุภาพของพระเจ้า อิบรอฮีมรอดพ้นจากการถูกเผาในกองไฟโดยที่ผู้คนไม่รู้

หลังจากนั้น อิบรอฮีมกับลูฏ(โลต)ลูกพี่ลูกพี่ลูกน้องของเขาหนีจากบ้านเกิดเมืองนอนไปยังแผ่นดินปาเลสไตน์และได้แต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งชื่อซาเราะฮฺ จากนั้นไม่นานอิบรอฮีมก็แยกทางจากลูฏโดยอิบรอฮีมและภรรยาได้เดินทางไปยังอียิปต์ ส่วนลูฏแยกทางไปเมืองโซดอม

อิบรอฮีมแต่งงานหลายปี แต่ก็ยังไม่มีลูก เขาวิงวอนต่อพระเจ้าตลอดเวลาว่าเขาปรารถนาที่จะได้ลูกชายเพื่อมาสืบทอดความคิดความเชื่อของเขา ซาเราะฮฺเองก็เข้าใจความต้องการของเขาดี ดังนั้น นางจึงอนุญาตให้อิบรอฮีมแต่งงานกับสาวใช้ที่เป็นผู้หญิงพื้นเมืองคนหนึ่งชื่อฮาญัรฺ หลังจากนั้นไม่นาน ฮาญัรฺก็ให้กำเนิดลูกชายแก่อิบรอฮีมคนหนึ่งชื่ออิสมาอีล

ขณะที่อิสมาอีลยังเป็นทารกอยู่นั้น อิบรอฮีมได้พานางฮาญัรฺภรรยาคนที่สองของเขาพร้อมกับลูกน้อยเดินทางจากอียิปต์ผ่านทะเลทรายอันร้อนระอุและทุรกันดารไปยังหุบเขาบักกะฮฺหรือนครมักกะฮฺในปัจจุบัน บางคนเข้าใจว่าการเดินทางออกจากอียิปต์ครั้งนั้นเป็นเพราะปัญหาครอบครัวอันเกิดจากความอิจฉาของนางซาเราะฮฺที่เห็นนางฮาญัรฺมีลูกให้อิบรอฮีมเชยชม แต่อิบรอฮีมยืนยันว่ามิใช่ปัญหาครอบครัว พระบัญชาของพระเจ้าต่างหากที่ทำให้เขาต้องทำเช่นนั้นและต้องมายังสถานที่แห่งนี้ เพราะที่นั่นเคยเป็นที่ตั้งของอาคารหลังแรกที่ใช้เป็นที่แสดงความเคารพสักการะพระเจ้าผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดินมาตั้งแต่สมัยอาดัม

เมื่ออิสมาอีลโตเข้าสู่วัยรุ่น อิบรอฮีมได้ถูกทดสอบความศรัทธาในพระเจ้าของเขาอย่างหนักอีก คืนหนึ่ง เขาฝันว่าพระเจ้าได้บัญชาให้เขาเชือดลูกชายพลีให้พระองค์ เขาไม่แน่ใจว่าความฝันของเขาในคืนนั้นเป็นความฝันธรรมดาหรือคำบัญชาของพระเจ้า เขาจึงเก็บเรื่องนี้ไว้ในใจ แต่แล้วเขาก็ฝันเช่นเดียวกันนั้นอีกในคืนที่สองและคืนที่สามติดต่อกัน เขาจึงแน่ใจว่านั่นไม่ใช่ความฝันธรรมดามันต้องเป็นคำบัญชาของพระเจ้าอย่างแน่นอน

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น อิบรอฮีมต้องทำสงครามครั้งใหญ่ในชีวิต มันเป็นสงครามภายในจิตใจที่เขาจะต้องเลือกว่าจะอยู่ฝ่ายไหนในสองฝ่ายที่เขารักสุดหัวใจ ฝ่ายหนึ่งคือพระเจ้าที่เขาเชื่อมั่นและเทิดทูนจนยอมพลีชีวิตในกองไฟเพื่อยืนยันความศรัทธาในพระองค์มาแล้ว ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งก็คือลูกชายที่เขารักสุดหัวใจ แต่เมื่อตระหนักได้ว่าพระเจ้าเป็นผู้ประทานอิสมาอีลแก่เขา หากพระองค์ต้องการอิสมาอีล เขาก็ต้องยอมเสียสละอิสมาอีลให้แก่พระองค์

อิบรอฮีมเล่าเรื่องทั้งหมดให้อิสมาอีลฟัง และอิสมาอีลก็ตอบพ่อของเขาไปด้วยจิตใจที่สงบเยือกเย็นว่า ?หากเป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว พ่อก็จงปฏิบัติตามเถิดแล้วพ่อจะเห็นว่าฉันเป็นผู้ที่อดทน?

ก่อนที่จะเชือดลูกชายพลีให้พระผู้เป็นเจ้านั้น ด้วยความเป็นมนุษย์ อิบรอฮีมยังคงนึกรักและสงสารลูกของตัวเอง ดังนั้นมารร้ายจึงได้เข้ามากระซิบให้เขารักและสงสารลูกยิ่งขึ้นไปอีกแต่เมื่อฉุกคิดถึงคำบัญชาของพระเจ้า อิบรอฮีมก็หยิบหินขว้างมารร้ายถึงสามครั้งด้วยกันแล้วตัดสินใจทำตามคำบัญชาของพระเจ้าทันที เมื่ออิบรอฮีมได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความศรัทธาอันแรงกล้าเช่นนั้นพระเจ้าก็บัญชาให้เขานำแกะมาเชือดพลีถวายแทน

หลังจากนั้นพระเจ้าก็ได้บัญชาอิบรอฮีมให้สร้างบ้านขึ้นมาหลังหนึ่งเพื่อเป็นสถานที่แสดงความเคารพสักการะพระองค์แต่เพียงผู้เดียว

อิบรอฮีมและอิสมาอีลจึงได้ช่วยกันสร้างบ้านขึ้นมาหลังหนึ่งโดยใช้หินที่หาได้ในบริเวณนั้นมาก่อเป็นผนัง เนื่องจากบ้านหลังนี้มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า จึงถูกเรียกว่า "กะอฺบะฮฺ" และเนื่องจากสถานที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับแสดงความเคารพสักการะอัลลอฮฺ มันจึงถูกเรียกว่า "บัยตุลลอฮฺ" (บ้านของอัลลอฮฺ)

เมื่อสร้างกะอฺบะฮฺเสร็จแล้ว อิบรอฮีมได้วิงวอนว่า "ข้าแต่พระผู้อภิบาลฉันได้ตั้งถิ่นฐานให้ลูกหลานของฉันบางคนในหุบเขาอันกันดารใกล้บ้านอันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ ฉันทำสิ่งนี้ก็ด้วยหวังว่าพวกเขาจะได้ดำรงนมาซที่นี่ ดังนั้นโปรดหันหัวใจของผู้คนไปยังพวกเขาด้วยเถิดและโปรดประทานผลไม้เป็นอาหารแก่พวกเขาเพื่อพวกเขาจะได้เป็นผู้กตัญญู" (กุรอาน 14:37-38)

หลังจากนั้นนบีอิบรอฮีมก็ถูกบัญชาให้เรียกร้องเชิญชวนผู้คนมาแสดงเคารพสักการะพระเจ้ายังสถานที่แห่งนี้

นบีอิบรอฮีมปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวจนวาระสุดท้ายแห่งชีวิตและต่อมาการชุมนุมกันเพื่อแสดงความเคารพสักการะพระเจ้าของมุสลิมที่กะอฺบะฮฺจึงได้ถูกกำหนดให้เป็นพิธีฮัจญ์จนกระทั่งถึงปัจจุบันเพื่อทบทวนบทเรียนแห่งความศรัทธาในพระเจ้าและการเสียสละของนบีอิบรอฮีม

หลังจากนบีอิบรอฮีมและอิสมาอีลลูกชายของท่านได้สร้างกะอฺบะฮฺในหุบเขาแห่งมักกะฮฺตามคำบัญชาของพระเจ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ได้ถูกบัญชาให้เชิญชวนผู้คนบนหน้าแผ่นดินมาสู่การศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว และเมื่อใครศรัทธาแล้วก็ให้พวกเขาเดินทางมาแสดงความเคารพสักการะพระเจ้ายังสถานที่แห่งนี้ ดังนั้น การทำฮัจญ์ยังนครมักก๊ะฮฺจึงเริ่มขึ้นนับแต่นั้นมา

คำว่า "ฮัจญ์" ในภาษาอาหรับหมายถึง "การมุ่งหน้าไปสู่จุดหมายที่ต้องการ" และจุดหมายในที่นี้ก็คือก๊ะอฺบ๊ะฮฺนั่นเอง ส่วนเรื่องรายละเอียดในการปฏิบัตินั้น นบีอิบรอฮีมเป็นผู้ให้คำแนะนำและแสดงแบบอย่างให้ดู

หลังจากนบีอิบรอฮีมและอิสมาอีลจากโลกนี้ไป นานวันเข้า ผู้คนในคาบสมุทรอารเบียก็ไม่ต่างอะไรไปจากเด็กนักเรียนที่ไม่มีครูประจำชั้นอยู่ กล่าวคือผู้คนไม่เพียงแต่หลงลืมการทำฮัจญ์ตามแบบฉบับของนบีอิบรอฮีมเท่านั้น แต่ยังได้ฝ่าฝืนคำสอนของท่านโดยนำสิ่งอุตริต่างๆเข้ามาในพิธีฮัจญ์มากมายหลายอย่าง เช่น การบูชาสักการะรูปปั้นเทพเจ้าต่างๆที่นำมาตั้งรอบกะอฺบะฮฺและบูชาสักการะเทวรูปเหล่านั้นแทนอัลลอฮฺ กล่าวกันว่ารูปปั้นเทวรูปของชาวอาหรับที่กะอฺบะฮฺนั้นมีมากถึง 360 องค์ด้วยกัน ส่วนเรื่องพิธีกรรมนั้น ชาวอาหรับที่มาทำฮัจญ์บางกลุ่มได้เดินเปลือยกายเวียนรอบกะอฺบะฮฺโดยอ้างว่าพวกเขาต้องการอยู่ต่อหน้าพระเจ้าเหมือนเมื่อตอนที่อาดัมและอีฟถูกสร้างมาใหม่ๆโดยที่ทั้งสองยังไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่ บางพวกก็เวียนรอบกะอฺบะฮฺโดยการปรบมือและผิวปากโดยไม่มีความสำรวมตน ส่วนการเชือดสัตว์พลีตามแบบอย่างของนบีอิบรอฮีมก็ผิดไปจากเจตนาเดิม กล่าวคือ หลังจากเสร็จพิธีฮัจญ์แล้ว ชาวอาหรับก็จะเชือดสัตว์แล้วเอาเลือดสาดไปบนกำแพงกะอฺบะฮฺเป็นการเซ่นบูชาเทวรูป ส่วนเนื้อและหนังสัตว์ก็ถูกแจกจ่ายให้แก่คนยากจนเพื่อโอ้อวดว่าตนเองเป็นคนใจบุญ

 การซ่อมแซมกะอฺบะฮฺครั้งแรก

กะอฺบะฮฺถึงแม้จะเป็นศาสนสถานที่สำคัญ แต่ก็ถูกสร้างอย่างหยาบๆมาเป็นเวลานานและเกิดการชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ดังนั้น วันหนึ่ง บรรดาหัวหน้าชาวเมืองมักกะฮฺจึงได้ประชุมปรึกษาหารือกันว่าถึงเวลาแล้วที่กะอฺบะฮฺจะต้องได้รับการซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่แข็งแรงและดีกว่าเดิม หลังจากที่ทุกฝ่ายเห็นชอบแล้ว แต่ละเผ่าแต่ละตระกูลก็ได้รับการแบ่งสรรหน้าที่ตามความถนัด

งานซ่อมแซมดำเนินไปด้วยความร่วมไม้ร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกฝ่าย แต่เมื่อการซ่อมแซมใกล้จะเสร็จ ปัญหาก็เกิดขึ้นในหมู่ชาวอาหรับที่มีผลทำให้ความร่วมมือกันอย่างดีในทีแรกเกือบกลายเป็นการนองเลือดกัน

สาเหตุของปัญหาก็คือการนำหินดำซึ่งเป็นหินสีดำก้อนเล็กๆที่ถูกผนึกรวมกันไว้ไปติดตั้งตรงมุมหนึ่งของกะอฺบะฮฺเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดการเวียนรอบ งานติดตั้งหินดำเป็นงานที่ชาวอาหรับถือว่าเป็นงานที่มีเกียรติและแต่ละเผ่าก็อยากจะได้ทำงานนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่เผ่าของตน แต่ทว่าต่างเผ่าต่างๆก็ไม่ยอมให้เกียรติในเรื่องนี้แก่เผ่าใดและพร้อมที่จะยอมหลั่งเลือดเพื่อได้เกียรตินี้มา แต่ในที่สุดแล้ว พวกหัวหน้าชาวมักกะฮฺก็ตกลงกันว่าจะให้คนที่เดินเข้ามาในบริเวณกะอฺบะฮฺคนแรกในตอนเช้าเป็นผู้ตัดสินข้อพิพาทในหมู่พวกตน เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ชายหนุ่มที่ชื่อมุฮัมมัดซึ่งในตอนนั้นยังไม่ได้เป็นศาสนทูตก็เดินเข้ามาเป็นคนแรก เขาจึงถูกเชิญมาเพื่อรับฟังเรื่องราวและให้คำตัดสิน ความจริงแล้ว ทุกฝ่ายที่ขัดแย้งกันในเรื่องนี้ต่างดีใจที่เห็นมุฮัมมัดเดินเข้ามา เพราะพวกเขาเองรู้จักมุฮัมมัดอย่างดีว่าเป็นผู้ซื่อสัตย์และไม่เคยโกหกจนพวกเขาเองตั้งฉายาให้ว่า "อัลอะมีน"(ผู้ซื่อสัตย์ไว้วางใจได้)

เมื่อได้ฟังความทั้งหมดแล้ว มุฮัมมัดก็ถอดเสื้อคลุมตัวนอกของเขาวางลงบนพื้นแล้วหยิบหินดำวางบนใจกลางเสื้อคลุม หลังจากนั้นเขาก็เชิญตัวแทนของแต่ละเผ่ามาจับชายเสื้อคลุมแล้วช่วยกันยกหินดำขึ้น เมื่อหินดำถูกยกขึ้นแล้ว เขาก็เอื้อมหยิบก้อนหินดำนำไปติดตั้งไว้ตรงมุมกะอฺบะฮฺ ปัญหาความขัดแย้งจึงยุติลงด้วยดีโดยที่ทุกฝ่ายต่างได้รับเกียรติอย่างเท่าเทียมกัน

พิธีฮัจญ์ยังเหมือนเดิม

การทำฮัจญ์ในสภาพดังกล่าวข้างต้นดำรงอยู่จนกระทั่งนบีมุฮัมมัดได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสนทูตของพระเจ้าและในเวลานั้นไม่มีใครรู้เลยว่าพิธีการทำฮัจญ์ตามแบบของนบีอิบรอฮีมเป็นอย่างไร เพราะไม่มีการบันทึกเอาไว้ เมื่อท่านนบีมุฮัมมัดเริ่มเผยแผ่คำสั่งสอนของพระเจ้า ท่านได้พยายามทำความเข้าใจกับชาวอาหรับว่าคำสอนอิสลามที่ท่านนำมาก็เป็นคำสอนเดียวกับคำสอนของอิบรอฮีมบรรพบุรุษของพวกเขานั่นเอง นั่นคือการศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว แต่ถึงกระนั้น ท่านก็ยังถูกต่อต้าน และยิ่งนานวันการต่อต้านก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

เหตุผลที่พวกอาหรับในนครมักกะฮฺเวลานั้นต่อต้านท่านก็คือ หัวหน้าชาวอาหรับเผ่าต่างๆกลัวว่าตัวเองจะสูญเสียผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมความเชื่อ เพราะในเวลานั้น มักก๊ะฮฺเป็นศูนย์กลางทางด้านศาสนาและเศรษฐกิจของคนอาหรับทั่วทั้งอารเบีย เผ่าที่ทำหน้าที่ดูแลกะอฺบะฮฺและจัดหาน้ำให้แก่ผู้มาทำฮัจญ์ได้รับเกียรติและความเคารพอย่างสูงจากชาวอาหรับ กลุ่มคนที่หากินอยู่กับการเซ่นสรวงบูชาเทวรูปก็มีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากผู้มาทำพิธี นอกจากนี้แล้ว เวลาชาวอาหรับเดินทางมาทำฮัจญ์ พวกเขาก็จะนำเอาสินค้ามาแลกเปลี่ยนซื้อขายกันหลังจากเสร็จพิธีด้วย หากผู้คนเชื่อนบีมุฮัมมัดว่าพระเจ้ามีองค์เดียว และไม่เคารพเทวรูปที่ตั้งเรียงรายอยู่รอบก๊ะอฺบ๊ะฮฺ ผู้คนก็จะไม่มาทำพิธีเคารพบูชารูปปั้น และเมื่อไม่มีผู้คนมาทำพิธี ความมั่งคั่งของมักกะฮฺก็จะสูญหายไป นี่คือความหวั่นเกรงการแพร่ขยายตัวของอิสลามที่ท่านนบีมุฮัมมัดนำมา ดังนั้น พวกหัวหน้าและกลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์จากการเซ่นสรวงบูชาเทวรูปจึงต่อต้านนบีมุฮัมมัดนับตั้งแต่วันแรกที่ท่านเผยแผ่อิสลาม

การปฏิรูปพิธีฮัจญ์

นบีมุฮัมมัดเผยแผ่คำสอนอิสลามอยู่ในนครมักกะฮฺท่ามกลางการต่อต้านหลากหลายรูปแบบเป็นเวลา 13 ปี จนในที่สุดถึงขึ้นถูกลอบสังหาร แต่ท่านสามารถเล็ดรอดออกจากมักกะฮฺและอพยพไปยังเมืองยัษริบซึ่งอยู่ทางตอนเหนือจากมักกะฮฺขึ้นไปประมาณ 400 กิโลเมตรได้ ปีที่ท่านอพยพนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของศักราชอิสลามที่เรียกว่า "ฮิจญ์เราะฮฺศักราช" และเมืองยัษริบปัจจุบันคือเมืองมะดีนะฮฺซึ่งเป็นเมืองที่ร่างของท่านถูกฝังอยู่

หลังจากที่ท่านสร้างบ้านแปลงเมืองมะดีนะฮฺให้เป็นรัฐอิสลามที่มีคัมภีร์กุรอานเป็นธรรมนูญแห่งแรกของโลกแล้ว ในปีที่แปดหลังจากการอพยพ ท่านได้นำกำลังชาวมุสลิมประมาณหนึ่งหมื่นคนเดินทางกลับมายึดมักกะฮฺคืนโดยไม่เสียเลือดเนื้อ หลังจากยึดมักกะฮฺได้แล้ว ท่านก็ตรงไปยังกะอฺบะฮฺแล้วประกาศว่า "เมื่อความจริงมา ความเท็จก็ย่อมมลายหายไป" สิ้นเสียงคำประกาศของท่าน เทวรูปรอบกะอฺบะฮฺทั้งหมดที่ชาวอาหรับบูชาก็ถูกทำลายและถูกขจัดออกไปเพื่อให้กะอฺบะฮฺเป็นสถานที่สำหรับการแสดงความเคารพภักดีอัลลอฮฺองค์เดียวตามเจตนารมณ์เดิมของนบีอิบรอฮีมบรรพบุรุษของท่านที่สร้างกะอฺบะฮฺขึ้นมา

หลังจากยึดมักกะฮฺได้แล้ว นบีมุฮัมมัดได้เดินทางกลับไปยังมะดีนะฮฺ ในปีรุ่งขึ้น นบีมุฮัมมัดพร้อมกับสาวกได้เดินทางมายังมักกะฮฺอีกครั้งหนึ่งโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงแบบอย่างการทำฮัจญ์ที่พระเจ้าทรงประสงค์ให้สาวกของท่านได้นำไปเป็นแบบแผนปฏิบัติกันต่อไป

นบีมุฮัมมัดทำพิธีฮัจญ์ครั้งเดียวในครั้งนั้นและแบบแผนแห่งพิธีกรรมของท่านเป็นสิ่งที่มุสลิมทั่วโลกยึดถือปฏิบัติกันมาจนถึงปัจจุบันและต่อไปจนถึงวันสิ้นโลก

บทความอาจารย์บรรจง บินกาซัน

Time Update : 2011-10-15 16:57:14

 
หน้าแรก  :   เกี่ยวกับมุสลิมเมืองชลฯ  :   กรรมการอิสลามชลบุรี  :   ทำเนียบมัสยิด  :   ทำเนียบร้านฮาลาล  :   ดาวน์โหลด  :   ติดต่อเรา
Copyrights © 2009 www.muslimchonburi.com All Rights Reserved.
counter